[BT] The Third day of Festival

posted on 06 Sep 2009 20:41 by amina-diario  in Festival

 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของบลอดเวนนะจ๊ะ

----------------------------------------------------------------------  

คาบเกี่ยวกับ // เอนทรี่นี้ // ของพี่แป๋มนะ

 

 The Third day of Festival


.
 

.
 

 

…วันนี้อากาศดี เมฆน้อย ลมสงบ เหมาะกับการออกมาเดินเล่น
ยังไงก็อย่าลืมมาเที่ยวงานวัดวันสุดท้ายกันนะคะ!! พลาดแล้วเสียใจไม่รู้ด้วยละ!…

น้ำเสียงฉะฉาน มั่นใจ ของนักพยากรณ์อากาศสาวประจำเมืองดังลอยออกมาจากวิทยุเครื่องเล็ก
 

            วันนี้ก็เข้าสู่วันที่สามของงานวัดแล้ว วันแรกฉันได้ไปเดินงานวัดกับใครหลายๆคน ทั้งเอเซน คุณชีล่าที่มานัดเจอกันที่บ้านของฉัน และรวมถึงเทอรี่ที่ก่อนจะไปงานวัด ได้เข้ามาช่วยพวกเราสอนใส่ชุดยูคาตะเป็นการใหญ่ ส่วนเมื่อวานฉันได้ไปเดินเล่นกับคาร์ลและสกายมา ทั้งสองคนก็ยังดูสดใส รื่นเริงเหมือนเดิม แถมได้เห็นทั้งคู่ใส่ชุดยูคาตะมาอีก เป็นโชคดีของฉันจริงๆนะ ที่ได้เดินกับสาวงามทุกวันแบบนี้ ถึงแม้ว่า วันที่สองฉันจะโดนสกายประท้วงที่ไม่ยอมใส่ยูคาตะไปเดินด้วยก็เถอะ  
 

            เดินไปเปิดหน้าต่างบานใหญ่ รับลมและแสงแดดอ่อนๆจากนอกบ้าน หน้าต่างห้องของฉัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ ทำให้แสงแดดยามเช้าส่องมาไม่แรงนัก หันมาจัดเก็บที่ทาง ที่นอน หมอน ตุ๊กตาให้เรียบร้อย แล้วจึงรวบผมสูงขึ้นตามปกติเมื่อผมแห้งจากการสระ เสื้อยืด กับกางเกงยีนส์ ทำให้ฉันรู้สึกทะมัดทะแมงยามทำสิ่งต่างๆเสมอ
 

            ระยะหลังๆมานี้ เรียกได้ว่า ฉันแทบไม่ได้แตะครัวในตอนเช้าเลย ยิ่งตั้งแต่เทอรี่ ย้ายมาพักบ้านของฉันชั่วคราวแล้ว ยิ่งแทบไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปใหญ่ แถมดูน้องธรกับเทอรี่จะเข้ากันได้ดียิ่งกว่าที่ฉันคิดเสียอีก กลิ่นอาหารลอยหอมกรุ่นเตะจมูกออกมาจากห้องครัว ทันทีที่ฉันเดินลงมายังข้างล่าง อยากเข้าไปช่วยจัง
  

            “อาร์มขอช่วยบ้างได้ไหมจ๊ะ?” ฉันเดินอ้อมไปด้านหลัง ถามเพื่อนสาวคนสวย ที่ย้ายมาพักที่นี่ชั่วคราว ก่อนร้านของเธอจะตกแต่งเสร็จ พลางสูดกลิ่นหอม น่าอร่อยจากข้าวกล่องแบบญี่ปุ่นใกล้ๆ ที่ถูกทำเสร็จแล้วไปบางส่วน
 

            เทอรี่เคยบอกฉันเอาไว้ว่า อยากจะทำข้าวกล่องไปตอบแทนพวกเขา ที่มาช่วยเธอขนของหน่อย

            “ได้สิจ๊ะ” เทอรี่หันมายิ้มตอบอย่างร่าเริง ก่อนจะเอาเบคอนอีกชิ้นที่ทอด วางลงไปในจานที่มีกระดาษซับมันรองอยู่ กระทะใบน้อย ถูกส่งมาให้ฉัน พร้อมกับเบคอนอีกชิ้นที่เธอช่วยนำลงกระทะให้แล้ว 
 

            เอาล่ะ! วันนี้ฉันต้องทำออกมาดีให้ได้ เพื่อไม่ให้ความไว้วางใจของเพื่อนสุดที่รักสูญเปล่า
  

            มุ่งมั่น เตรียมตัวทอดเบคอนชิ้นเล็กในกระทะอย่างตั้งอกตั้งใจ หวังเพิ่มสถิติการทำอาหารให้คนกินเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้.. รู้แค่ว่า ครั้งสุดท้ายที่ทำได้นั้น เป็นครั้งที่มีน้องธรช่วยคุมอย่างดี จนมันออกมาดีกว่าที่คิด(แค่พอทานได้ ฉันก็ถือว่าดีแล้วล่ะ) ก็ตอนนั้นฉันมีแรงบันดาลใจในการทำนี่นา มันก็ต้องออกมาดีกว่าตอนทำปกติสิเนาะ!

            
            .


            .


            อา… แย่จัง ดูท่า ความมุ่งมั่นของฉันจะมีมากเกินไป… เพราะมันออกดำปิ๊ดปี๋เป็นถ่านอีกแล้วน่ะสิ


            …ไม่เข้าใจเลย ทำไมไม่ว่าอาหารอะไรที่อยู่ในกระทะที่ฉันใช้ มันมักจะออกมาเป็นแบบนี้เสมอ  


            ฉันเลิกล้มการทอดเบคอน ยกกระทะคืนให้เทอรี่อย่างห่อเหี่ยวใจ นั่งน้ำตาซึมจนทำให้เธอต้องละมือจากกระทะ เดินเข้ามาปลอบแล้วปลอบอีก ทั้งยืนยันว่า จะสอนให้ฉันทำออกมาหน้าตาดูดี ดูน่าไว้ใจพอที่จะให้คนอื่นรับประทานได้


            …ทำไมฉันถึงไม่ทำอาหารได้อร่อยๆ หรืออย่างน้อยก็พอกินได้ ได้บ้างนะ แย่จังเลย…


            .
                       
 
            .


            ฉันโยกย้ายตัวเองไปยังเรือนกระจกหลังบ้าน เพราะอย่างน้อย ที่นี่ก็มีสิ่งที่ฉันมั่นใจว่าทำได้ดีไม่แพ้ใครรออยู่ ผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายหมี ถูกคาดทับลงมาบนตัว ก่อนที่ฉันจะหันไปลงมือดูแลต้นไม้ดอกไม้ ทั้งต้นเล็กต้นใหญ่  
  

            หลายครั้งที่ฉันรู้สึกท้อแท้ หรือไม่สบายใจ หากทำอะไรได้ไม่ดีพอ ฉันก็มักจะเลือกที่หาสิ่งที่ตนเองทำแล้วรู้สึกสบายใจ มากกว่าการที่ต้องมานั่งจมอยู่กับความทุกข์ที่มีต่ออะไรก็ตาม ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองนั้น ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย


            รู้สึกตัวอีกที เวลาก็ล่วงเลยไปราวๆสิบเอ็ดโมง ตอนนี้ข้าวกล่องของเทอรี่ก็คงใกล้เสร็จแล้ว ฉันกะเอาไว้ในใจ จนผ่านไปอีกเพียงไม่กี่นาที คนเป็นน้องชายที่คอยช่วยเพื่อนสาวอยู่เมื่อครู่ ก็เดินมาตาม.. 
  

           ฉันตามน้องธรออกไปพร้อมผ้ากันเปื้อน เพราะเกรงว่าเพื่อนจะรอนาน เลยรีบมาก่อนจะทันได้เก็บนู่นนี่เข้าที่ให้เรียบร้อย แล้วพอฉันออกมา ก็ได้พบกับรอยยิ้มกว้าง ที่ฉายชัดอยู่เต็มใบหน้าของเทอรี่ ……ดูเป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
           
 
            .


            .


            "ไม่อ๊าวววววววว"


            ฉันร้องดัง แทบจะลั่นบ้านอย่างตกใจ พอเดาได้ลางๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันเข้าไปในครัวปุ๊บ ก็โดนเทอรี่ลากตัวขึ้นมาบนห้องปั๊บ เธอบอกให้ฉันเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ แล้วก็เอาอะไรบางอย่างมายัดใส่มือ ก่อนจะลากฉันออกมายังถนนต่อ
 

            อะไรบางอย่างที่ว่า คือ ถุงใส่ชุดยูคาตะสำหรับผู้ชาย ที่ฉันตั้งใจมอบให้กับใครคนหนึ่ง … ฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าเขาจะยอมใส่รึเปล่า แต่วันที่ฉันได้พบกับชุดนี้ ฉันก็นึกถึงเขาขึ้นมา พอรู้ตัวอีกที ก็เผลอซื้อมันมาแล้ว หลังจากนั้น เทอรี่คงมาเห็นเข้าพอดี ตอนที่ฉันกำลังลังเลว่า จะเอาไปให้เค้าดีไหม … ส่วนอีกอย่าง คือข้าวกล่องขอบคุณฝีมือเทอรี่ ที่เธอยัดมันมาพร้อมกัน เทอรี่ใจดีกับฉันมาก จนทำให้ฉันแอบรู้สึกเกรงใจเธออยู่เรื่อยๆ… รวมทั้งนึกขอบคุณที่เธอมักจะคอยช่วยฉันโดยไม่เคยบ่นเลย
 

            มันดีแล้วรึเปล่านะ..? ที่หลุดพูดเรื่องนี้ออกไป อุตส่าห์ตัดใจที่จะไปเอาของสิ่งนี้ไปให้เขาแล้วแท้ๆ…
 

            เพราะตัวฉันตอนนี้ มันไม่ค่อยมีความกล้าเอาซะเลย…ถึงยังไง ฉันก็ยังแอบกลัวการผิดหวังอยู่บ้างละ
 

            หลังจากที่ส่งข้าวกล่องถึงมือลีออน พวกเราก็เดินทางต่อไปยังบ้านสุดท้าย ฉันเผลอตกใจนิดหน่อย เมื่อเทอรี่เอ่ยชื่อเป้าหมายออกมา… ก็เพราะมันใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้อง รวบรวมความกล้าสุดตัว แล้วน่ะสิ
 

            …ถึงแม้ว่า จะตั้งใจอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ อยู่ๆใจมันก็แป้วขึ้นมาซะเฉยๆ
 

            "เทอรี่ อาร์ม....อาร์ม....อาร์มทำไม่ได้" ฉันค่อยๆพูดออกมาอย่างขาดความมั่นใจและขอเธอกลับบ้านก่อน …วันนี้ฉันยังไม่พร้อมน่ะ เอ่อ… ไม่ได้ตั้งใจจะหนีนะ แค่ขอถอยหลังกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนเฉยๆ
 

            เมื่อเอ่ยสิ่งที่คิดกับเทอรี่เสร็จ ฉันก็รีบหมุนตัว หันหลังเตรียมตัวเดินกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน ก็โดนคนมั่นใจกว่า คว้าตัวไว้ แล้วพาตัวฉันเดินไปตามถนนเส้นเล็กแทน


            .


            .


            เท้าสองข้าง ก้าวมาหยุดอยู่หน้าเป้าหมาย…… หยุดจริงๆ หยุดแล้วหยุดเลย มาถึงปุ๊บ ฉันก็ก้าวขาต่อไปไม่ออก นิ่งแข็งค้างอยู่กับที่เพราะยังทำใจไม่ได้ จนเทอรี่ต้องเดินมาลากเข้าไปกดกริ่งหน้าบ้านแทน
 

            บริเวณโดยรอบบ้านของคุณทัตสึมิ ยังคงเงียบสงบเช่นเคย  เสียงหนูตะเภาเห่าดังลอดออกมา เรียกให้ฉันหันไปยังหน้าประตู พอดีกับที่ประตูบานนั้นถูกแง้มออกมา เผยให้เห็นร่างของใครคนหนึ่ง… คนที่ทำฉันเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง


            หนูตะเภา ขยับย้ายแทรกกายออกมาจากด้านหลังประตู ตัวกลมๆของมันโผเข้าหาฉันกับเทอรี่ พลางกระดิกหางไหวๆจนน่ากลัวว่าหางจะหลุด แววตาเป็นประกายด้วยความหวัง ยามหันไปสบกับคนข้างตัว ทำให้ฉันหันกลับไปสนใจได้ไม่ยาก แต่อยู่ๆเทอรี่ก็ดึงฉันให้มายืนด้านหน้า รู้สึกตัวอีกครั้ง ตัวฉันก็มายืนอยู่ตรงหน้าคุณเกลแล้ว… อ่า… ท.. ทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ละเนี่ย ฉันค่อยๆหันไปหาคนที่พาฉันมายืนอยู่ตรงนี้ รู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันควัน แต่เธอกลับจับฉันให้หันกลับไปยังที่เดิม
 

            อ…เอ่อ..แล้ว…แล้ว………
 

            ฉันควรจะทำอะไรต่อไปดีละ……?????
 

            ดูท่า ฉันจะอึกอักอยู่กับที่นานไป จนคนข้างหน้า เลือกที่จะเชื้อเชิญพวกเราเข้าไปแทน …ไม่ทันที่หัวสมองจะคิดอะไรได้ทัน เทอรี่ก็รุนหลังให้ฉันเดินหน้าเข้าไป และดูเหมือน… จะไม่ยอมให้ฉันล้มเลิกความตั้งใจเดิมอีกต่างหาก
 

            ฉันเริ่มต้นรวบรวมความกล้าทันทีที่เข้ามาในเขตตัวบ้านคุณทัตสึมิ.. เพราะจะถอยตอนนี้ยังไงก็คงไม่ทันแล้ว
 

            “อ.. เอ่อ… คุณเกลคะ” เสียงเรียกสั่นๆ ถูกส่งออกมาอย่างตั้งสติไม่ค่อยอยู่นัก… อีกฝ่ายขยับศีรษะ หันมาหน่อยๆ เขาคงรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของฉันไม่มากก็น้อย แม้เสียงที่ได้ยิน มันจะฟังดูขาดๆหายๆ แต่ยังไงฉันก็เรียกเขาไปแล้ว เพราะฉะนั้น ยังไงฉันก็ต้องมั่นใจในตัวเองให้มาก เพราะโอกาส… มันไม่ได้วิ่งมาหาเราในทุกๆวัน


            “คือว่า.. ถ้าเย็นนี้ ยังไม่มีกำหนดการอะไร……” ฉันพูดเกริ่นออกไปหน่อย พลางค่อยๆเงยหน้ามองดูปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม “…ไปเดินเล่นงานวัดด้วยกันไหมคะ?”
 

            อ..อา… ชวนไปแล้วล่ะ ชวนไปแล้ว.. คุณเกลจะว่ายังไงบ้างนะ…
 

            “……”
 

            อึก.. ท.. ทำไมนิ่งไปละ เงียบไม่ตอบแบบนี้ ฉันก็นึกไม่ออกว่าจะทำยังไงต่อไปนะ
 

            “เอ่อ.. ไปกันหลายๆคนค่ะ ท..เทอรี่ก็ไปด้วย” ฉันว่าพลางดึงคนข้างตัวมายืนช่วยเป็นทัพข้าง แต่อีกฝ่ายก็ยังเงียบอยู่ ฉันเลยมองซ้ายมองขวา พยายามหาข้อต่อรองสุดท้ายมายื้ออีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ


            “หนูตะเภาก็ด้วยค่ะ!!!” ฉันโพล่งออกไปพร้อมทั้งดึงตัวช่วยอีกตัว อย่างหนูตะเภา มาเป็นหนึ่งในข้ออ้างครั้งนี้ หนูตะเภาคงไม่ว่าอะไรฉันหรอกใช่ไหม หนูตะเภาเองก็คงยอมไปด้วยกันนะ …หวังว่า มันจะเป็นแบบนั้น
 

            เพียงไม่นาน.. เขาก็พยักหน้า พร้อมกับตอบตกลง เฮ้อ.. โล่งใจจัง
  

           ศอกจากเทอรี่ กระทุ้งมาที่ข้างตัวฉัน เป็นการเตือนถึงบางสิ่งที่เผลอลืมไป… อีกความตั้งใจหนึ่ง ที่ทำให้ฉันได้มาที่นี่ในวันนี้ ชำเลืองถุงใส่เสื้อผ้าข้างตัว กลับไปมากับเพื่อนสาวอย่างไม่แน่ใจนัก …มันจะดีเหรอ?
  

           “คุณเกลคะ คือว่า… อ่า…… อาร์มไม่แน่ใจว่า คุณจะมีชุดรึยัง แต่อาร์มว่า… มันเข้ากับคุณดีน่ะค่ะ… ” ถุงเสื้อผ้าที่ฉันตั้งใจมอบให้คุณเกล ถูกยื่นให้อย่างกล้าๆกลัวๆ “ถ.. ถ้าไม่อยากใส่ก็ไม่เป็นไรนะคะ ตามสะดวกเลยค่ะ”


            เขามองฉัน เงียบๆ… และรับไป สร้างรอยยิ้มจางๆให้ฉันโดยไม่ทันรู้ตัว  
 

            เราอยู่ที่นี่กันไม่นาน หนูตะเภาดูตื่นเต้น ชอบใจไปกับอาหารกล่องที่เทอรี่เอามาให้ จนเราออกมาจากบ้านของคุณทัตสึมิ ฉันก็ยังไม่ค่อยอยากเชื่อนัก ว่าเขาจะยอมไป… ฉันเตรียมใจมานานจริงๆ นานจนไม่อยากเชื่อว่า เหตุการณ์มันจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ แถมผ่านไปได้ด้วยดี ยิ่งกว่าที่ฉันคิด …
  

            .
 

            .
  
          
            ฉันนั่งมองยูคาตะสีขาวประดับลายด้วยดอกไม้สีชมพูสวยเป็นบางส่วน ก่อนจะนำมันออกมาใส่… คงทุลักทุเลไม่น้อยหากไม่ได้ผู้ช่วยอย่างเทอรี่ ดูเธอคล่องแคล่วกับการใส่ ราวกับเธอเป็นหนึ่งในชนชาติเจ้าของชุดนี้เลยทีเดียว เทอรี่ช่วยจับจีบโอบิสีชมพูแดงเข้ม ผูกทบไปมาไม่นาน ก็ออกมาเป็นทรงสวย โดนจับหมุนตัวไปมาหน้ากระจกรอบสองรอบ ก็เป็นอันเสร็จ… เห็นคนที่อยู่หน้ากระจกแล้ว รู้สึกแปลกตา ดูแตกต่างไปจากที่เคยเป็น
 

            เทอรี่ยิ้มอย่างพอใจในผลงาน ตอนนี้เธอยังอยู่ในชุดเดิม ทำไมเธอไม่แต่งตัวล่ะ?.. ฉันถามเธอออกไป
  

            เธอยิ้มอีกครั้งพลางขอตัวไปหาดอกไม้เสียบผมมาให้ฉัน ทั้งยังบอกอีกว่าจะขึ้นมาช่วยฉันทำผม แต่ฉันบอกปฏิเสธเธอไป บอกเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะฉันสามารถจัดการที่เหลือเองได้ …เหลือแค่ผม ฉันจัดการเองได้จริงๆ ถ้ารบกวนเธอมากไปกว่านี้ ฉันคงยิ่งรู้สึกเกรงใจเธอแย่เลย เมื่อเธอเดินลงไปแล้ว ฉันจึงหันมาจัดการเรื่องทรงผมให้กับตัวเอง
 

            ตอนแรก ฉันลองรวบผมตามปกติดู แต่มันก็รู้สึกขัดๆ ดูไม่ค่อยเข้ากับเครื่องแต่งกาย เลยลองเปลี่ยนเป็นทรงโน้นทรงนี้ไปเรื่อยๆ จนมาลงเอยกับการรวบผมต่ำไว้ด้านข้าง แล้วปล่อยผมหน้าบางส่วนลงมาระข้างแก้มพอประมาณ ไม่ให้ดูเกะกะจนเกินไป นานๆทีลองเปลี่ยนตัวเองบ้างก็คงไม่เลว.. ละมั้ง?

            หันไปมองนาฬิกาก็พบว่า เวลาผ่านไปได้พักใหญ่ๆแล้ว แต่คนที่ลงไปก็ยังไม่ขึ้นมา จึงตัดสินใจลงไปหาเธอแทน เทอรี่อาจจะหาไม่เจอก็ได้ ถ้าช่วยกันหาสองคน น่าจะเร็วกว่า


            เสียงพูดคุยของเธอกับใครอีกคนหนึ่งที่ได้ยินไม่ค่อยชัด ดังขึ้นมาจากด้านล่าง ขณะกำลังเดินลงไป …มีใครมาหารึเปล่านะ? ฉันค่อยๆก้าวเท้าให้ไวขึ้น แต่เพราะกระโปรงยาวๆของยูคาตะ ทำให้เดินได้ไม่ค่อยถนัด จนเดินมาเกือบถึงชั้นล่าง จึงได้รู้ว่าเขาคนนั้น …ที่คุยอยู่กับเทอรี่ เป็นใคร


            แถมดูเธอจะเห็นฉันเข้าพอดี จึงได้เอ่ยถามความเห็นจากฉันที่เพิ่งเดินลงมา อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นผลให้เจ้าของเรือนผมสีทองนั้น หันหน้ามาโดยอัตโนมัติ …ซึ่งนั่น ทำให้ฉันได้เห็นผมของเขาที่ถูกแสกด้านหน้าใหม่ โดยฝีมือของเธอ และนับเป็นครั้งแรก ที่ฉันสามารถเห็นแววตาสีฟ้าหม่นๆของเขาได้อย่างชัดเจน


            มันเป็นแววตาที่สวย.. แต่ดูเศร้า และเหมือนมีอะไรบางอย่าง ที่ฉันไม่อาจเข้าใจ


            "อะ...คุณเกลมานานหรือยังคะ?" คำถามแรกจากฉัน ถูกส่งออกไปเมื่อรู้สึกตัว


            "…พึ่งมา" เขาตอบกลับมานิ่งๆ ดูไม่ผิดไปจากเดิม… ต่างกับฉันที่ชักพูดอะไรไม่ถูก…


            เมื่อฉันก้าวลงมาสุดบันได เทอรี่ก็หายลับไปแบบไม่บอกไม่กล่าว… นี่ฉันควรจะขอบคุณ หรือ หาทางแกล้งกลับดีละเนี่ย? แล้วดอกไม้เสียบผมที่เทอรี่บอกว่าอยู่ข้างล่าง... มันอยู่ไหนกัน เล่นหายไปแบบนี้ ฉันจะหามันได้จากที่ไหน…


            ครุ่นคิดได้สักพัก ก็หันไปสบตาคนข้างหน้าเข้าพอดี เลยเผลอหันหลบอย่างไม่ตั้งใจ อ…เอ่อ…… ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทนะ แต่พอยิ่งเห็นแววตา ก็ยิ่งรู้แปลกๆยิ่งกว่าเดิม… ถ้ายังมองต่อไป ฉันเกรงว่ามันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจน่ะสิ
 

            แอบดีใจ ที่เขายอมใส่ยูคาตะชุดนี้… มันออกมาดูดีกว่าที่คิด ยูคาตะสีน้ำเงินอมเขียวหม่นๆลายแมลงปอสีอ่อนกว่า เพราะสีชุดเป็นโทนเดียวกับสีแววตาทำให้ดูเข้ากับเขาได้อย่างพอเหมาะ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความสูง ที่ทำให้เขายิ่งดูดีขึ้น อย่างน้อยฉันก็เลือกขนาดมาได้พอดีตัวล่ะ ไม่เสียแรงที่เคยขอให้คุณเชอร์เชียร์ช่วยสอนวิธีกะขนาดตัวคนมาก่อน


            “อ…เอ่อ… คุณเกลพอจะเห็นดอกไม้เสียบผมแถวนี้บ้างไหมคะ?” ฉันถามขึ้นทำลายความเงียบ… ก็พออยู่เงียบๆนานๆแล้วมันรู้สึกเกร็งๆนี่นา “…ที่มันไม่ค่อยใหญ่ ตรงปลายเป็นดอกไม้สีขาวน่ะค่ะ”
 

            “ไม่เห็น…” เขาส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ อา… แล้วเขาจะไปเห็นได้ยังไงล่ะเนาะ ฉันก็ลืมนึกไป
 

            ฉันพยักหน้ารับ พลางหันซ้ายขวาไปมา เดินไปโน่นทีไปนี่ที หาตั้งแต่ตระกร้าเล็กๆบนโต๊ะ ยันกล่องเก็บของเหนือชั้นวางอุปกรณ์ทำสวน จนสะดุดเข้ากับแสงบางอย่าง ที่สาดสะท้อนมาจากเปลเล็กๆ ท่ามกลางกระถางดอกไม้เล็กๆที่ถูกเรียงรายอยู่เหนือศีรษะ …เปลของอาร์มานด์
 

            เดินเข้าไปยังเป้าหมายอย่างไม่แน่ใจนัก แต่ดูเป้าหมายจะอยู่สูงเกินเอื้อมไปหน่อยจึงต้องใช้วิธีการเขย่ง แตะได้ แต่ดันได้ไม่ถึงเป้าหมาย เลยพยายามจะเขย่งให้มากขึ้นอีก ก็เปลเล่นแขวนอยู่ซะสูงเลยนี่นา ดีนะที่ตอนนี้อาร์มานด์ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นฉันต้องไปรบกวนอาร์มานด์เข้าแน่ๆ
  

           ขณะที่กำลังใช้ความพยายามที่ดูจะไม่เห็นผลอยู่นั้น ก็มีมือหนึ่งเอื้อมเลยมาจากด้านหลัง ตรงเข้าไปหยิบของข้างในได้อย่างง่ายดาย หันหลังไปตั้งใจจะบอกขอบคุณผู้มาช่วย แต่พอหันไปก็ต้องปะทะเข้ากับแผ่นอกเบื้องหลังอย่างจัง อยู่นิ่งเรียบเรียงความคิดได้ไม่กี่วินาที ก็รีบผงะออกมาอย่างตกใจ
 

            “ขอโทษค่ะ!! อาร์มไม่ตั้งใจชน…อ่าาา……” รีบพูดออกไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆนี่นา
 

            “…ใช่ของที่หารึเปล่า?” อีกฝ่ายถามมา ดูไม่ได้ติดใจอะไร พร้อมกับยื่นดอกไม้เสียบผมมาให้ด้วย
 

           เจอแล้ว!!


            “ใช่ค่ะ!” ฉันรีบพยักหน้าหงึกหงักและเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายจากใจ ก่อนจะรับของมาไว้ในมือ แต่ปัญหามันก็เกิดตอนเริ่มติดเนี่ยละ ฉันติดแล้วติดอีกหลายรอบก็ดูไม่เข้าที ทำท่าจะหลุดอยู่เรื่อยจนผมใกล้ยุ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ค่อยทำอะไรกับหัวตัวเอง พอทำเลยไม่ชิน กะตำแหน่งที่ควรจะติดไม่ถูก จนเตรียมถอดใจไม่ติดมันแล้ว เสียงจากคนใกล้ๆก็เอ่ยขึ้นมาไม่ดังนัก


            “ให้ผมช่วยดีกว่า” ไม่พูดเปล่า อีกฝ่ายหยิบที่ติดผมไปจากมือฉันทันที
 

            “อา… ไม่เป็นไรค่ะ…เอ่อ……” ฉันพูดอึกๆอักๆ คิดหาหนทางต่อไป…แต่เขาก็…………
 

            “……” …อ่า นี่สินะ ที่คนเขาเรียกกันว่า ความเงียบสะกดการเคลื่อนไหว …อึก


            “…รบกวนด้วยนะคะ” โค้งหัวให้หน่อยๆ แอบรู้สึกผิดที่ต้องให้แขกเป็นฝ่ายช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ทะลุเกินความรู้สึกผิดตอนนี้ คงเป็น…เอ่อ……ความรู้สึกอย่างอื่นมากกว่า และดูมันจะยิ่งท่วมท้นตั้งแต่เขาเริ่มขยับมือมาติดดอกไม้เสียบผมเข้าที่บริเวณหนึ่งบนศีรษะให้ ฉันก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นมา พยายามยืนให้นิ่งที่สุด ไม่กล้ากระดุกกระดิกแม้แต่นิดเดียว มือเผลอกุมชายเสื้อยูคาตะแน่น ไม่ใช่เพราะกลัว…?แต่เป็นเพราะรู้สึกตื่นเต้นจนต้องพยายามทำใจให้เย็นที่สุด
 

            เมื่อมือใหญ่ละออกไป ฉันจึงค่อยๆเงยหน้ามองอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดขอบคุณ หนูตะเภาก็เห่าขึ้น ส่งเสียงดังทำลายความเงียบ ทั้งฉันและคุณเกลต่างหันไปยังต้นเสียง เห็นมันกำลังเห่าอาร์มานด์ที่พึ่งเข้ามาใหม่อย่างตกใจ ส่วนอาร์มานด์คงนึกอยากทักทายเพื่อนใหม่ จึงบินโฉบเหนือหัวหนูตะเภาเล่นเป็นการทักทาย แต่หนูตะเภานั้นกลับดูตื่นๆซะมากกว่า คุณเกลจึงรีบเดินเข้าไปลูบหัวมันแทนการปลอบขวัญกำลังใจ หนูตะเภาจึงค่อยๆสงบลงและนั่งสั่นหางเล็กๆไปมาแทน
 

            เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าใครเห็นแบบนี้ก็ต้องคิดเหมือนฉันแน่ๆ คุณเกลดูรักหนูตะเภามากจริงๆ ฉันค่อยๆเดินไปหาเขาใกล้ๆ เอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มบาง ในขณะที่เขาได้แต่พยักหน้ารับน้อยๆแทนการบอกว่าไม่เป็นไร
 

            “อ๊ะ!...” อยู่ๆฉันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทำไมฉันถึงได้ปล่อยให้แขกยืนละเนี่ย!! ฉันรีบจัดแจงพาเขาไปนั่งยังโต๊ะรับแขกเล็กๆ แล้วรีบจับกระโปรงวิ่งเข้าครัวเพื่อไปทำชามาเสิร์ฟ ตายละ ทำไมฉันถึงได้แย่อย่างนี้นะ ไม่ยอมต้อนรับแขกดีๆ 
  

           ยกน้ำชาร้อนๆหอมกรุ่นออกมาเสิร์ฟเมื่อทำเสร็จในเวลาไม่นาน เขาขอบคุณและรับไป ฉันเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม รอลุ้นปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายเรื่องรสชาติของชา แม้ว่าเรื่องอาหารฉันจะไม่ค่อยมั่นใจ แต่เรื่องชาฉันมั่นใจมากพอที่บอกว่า ฉันสามารถทำให้คนที่ไม่ค่อยดื่มชา รู้สึกชอบมันได้ไม่ยาก แววตาเขาดูดีขึ้นเล็กน้อยขณะที่ค่อยๆจิบชาแก้วนั้น แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วล่ะ
 

            ฉันลุกขึ้น ขอตัวไปเรือนกระจก พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีต้นไม้ดอกไม้บางส่วนที่ยังรดน้ำไม่เสร็จดี อีกทั้งยังมีข้างของหลายอย่างที่ยังไม่ได้เก็บเข้าที่ ระหว่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองหลายอย่าง…
 

            ที่เขายอมตกลงมากับฉัน เป็นเพราะเกรงใจรึเปล่านะ?...
             ที่เขายอมใส่ชุดยูคาตะที่ฉันให้ เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ฉันรู้สึกไม่ดีรึเปล่า?... 
            เขาจะรู้สึกลำบากใจไหม…? ที่อยู่ๆฉันก็ไปชวน… แทนที่เขาจะได้อยู่บ้าน พักผ่อน
 

            อา… แย่จัง หวังว่า เขาคงจะไม่รู้สึกไม่สบายใจนะ
            แล้วถึงยังไงฉันก็ชวนมาแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้ฉันก็ต้องทำให้เขามีความสุขให้ได้สิเนาะ!
 

            ฉันพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดนี้… อ่า แต่ถ้าเกิดเขาไม่สนุกละ ฉันควรจะทำยังไงดี… แล้ว…

 

            "อ๊บ อ๊บ!!!" 

            หืม เสียงอะไรคุ้นๆ…
           
 
            .
           
 
            .
 
 
            “ว้ายยยยยยยยยย!!!!” 
 

            ฉันร้องลั่นขึ้นมาทันที เมื่อนึกได้ว่ามันคือเสียงศัตรูคู่อาฆาต เสียงของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีตัวลื่นๆดังแทรกเข้ามาในห้วงความคิด ทำให้สมาธิที่รวบรวมอยู่เมื่อครู่แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวคือต้อง ‘วิ่ง’ …ฉันปิดหูปิดตาวิ่ง ไม่มองอะไรทุกสิ่งอย่าง เพราะกลัวว่าจะเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น จนพุ่งชนกับอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้ต่อให้ชนอะไรเข้า ฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องหาที่ที่ปลอดภัยมากพอที่เจ้าตัวนั้นมันจะตามมาไม่ได้
 

            ยืนตัวสั่น หลับหูหลับตา ยึด ‘อะไรบางอย่าง’ ที่วิ่งชนเมื่อครู่เสียแน่น พยายามตั้งสมาธิตัดขาดจากโลกภายนอก อา… มันไปรึยังนะ แม้จะตั้งใจไม่นึกภาพ แต่ภาพของเจ้าตัวนี้ ก็ชอบผุดขึ้นมาในหัว ฉันต้องเผลอยึดหลักแน่นเข้าไปอีก
 

            เสียงทุ้มจากที่ใดสักที่ พูดพึมพัมเป็นจังหวะว่า ‘ไม่เป็นไร’ พร้อมทั้งความอบอุ่นที่ค่อยๆหลั่งไหลเข้ามาเงียบๆ สร้างความรู้สึกสงบใจให้เกิดขึ้นได้มากอย่างน่าประหลาดใจ… เสียงนั้นฟังดูคุ้นหู……เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ …คุ้น?
 

            …
 

            ……
 

            หยาาาาาาาาาา!!!
 

            ตายแล้ว ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย!! ตั้งตัวตั้งสติได้อีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองไปเกาะคุณเกลเสียแน่น แถมเผลอทำเสื้อบางส่วนยับยู่ยี่อีกต่างหาก ฉันรีบขอโทษขอโพยเขายกใหญ่ที่ฉันเผลอสติแตกใส่เขาไป แล้วจึงจัดๆปัดๆแถวรอยยับให้ดูเรียบร้อยขึ้น แม้มันจะออกมาไม่เรียบร้อยเหมือนเดิม แต่มันก็ดีขึ้นล่ะ
 

            “ขอโทษนะคะ…” พูดออกมาอย่างสำนึกผิด …เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้
 

            “…ไม่เป็นไร” น้ำเสียงนิ่งสงบ ค่อยๆเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น           
 

            “…ไม่เป็นไรจริงๆนะคะ?” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เขาพยักหน้ารับ
 

            “ไม่โกรธอาร์มนะ?” เอาอีกรอบเพื่อความชัวร์ เขาพยักหน้ารับอีกครั้ง ใจที่มันฟีบๆเลยกลับเป็นปกติขึ้นมาหน่อย
 

            “อ๊ะ! แล้วเดินมานี่แสดงว่าชาหมดแล้วใช่ไหมคะ? เดี๋ยวอาร์มไปเติมให้”
 

            “เปล่า.. ผมได้ยินเสียงเลยเดินมา”
 

            “อ๋าาา…… อาร์มไม่ได้ตั้งใจรบกวนนะคะ พอดี..เอ่อ… ได้ยินเสียงแปลกๆ… นิดหน่อยค่ะ”
 

            “…ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร”
 

            “…ค่ะ…” ฉันพยักหน้าหงึกหงักตอบรับ พยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ค่อยๆหันไปมองสีหน้าอีกฝ่าย


            ……
 

            ………ป๊อง
 

            อึก… อยู่ๆก็รู้สึกเขินๆคนตรงหน้าจนต้องเบือนหน้าหนี ภาพเมื่อครู่ลอยมาชัดทันทีที่ความกังวลเริ่มจางออกไป แต่… สีหน้าของเขายังเป็นเหมือนเดิมอยู่ คงไม่มีอะไรมั้ง?...มั้งนะ
 

            “อา……นี่ก็เย็นมากแล้วงานคงใกล้เริ่มพอดี เอ่อ…อาร์มขอตัวไปเก็บของในครัวก่อนนะคะ!” ว่าแล้วก็รีบชิ่ง ก่อนที่เขาจะเห็นสีหน้าชัดๆของฉัน ตอนนี้มันคงเริ่มแดงๆ แล้วละ …เพราะรู้สึกหัวตัวเองร้อนๆผิดปกติ  ?
 

            
 
            พระอาทิตย์เริ่มลาลับแสง ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มสวย สองข้างทางเดินที่เคยเงียบสงบได้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสดใส รายล้อมตลอดทาง ทั้งหนุ่มทั้งสาว ชาวเมือง หรือนักท่องเที่ยวบางคนล้วนดูคึกคักในชุดยูคาตะหลากสี ทั้งของกินเล่น ของกินอิ่ม หรือซุ้มเกมส์ก็ดูมีชีวิตชีวาเพราะลูกค้าที่แห่แหนกันมา
 

            ตอนนั้นเทอรี่กับน้องธรเดินลงบันไดมาหลังจากที่ฉันเก็บของในครัวเสร็จพอดี คงเพราะหัวฉันดูยุ่งๆจากเหตุการณ์ชุลมุนที่พึ่งผ่านไป เธอเลยเห็นสมควรว่า จะช่วยจัดผมที่มันเริ่มลุ่ยออกมาเยอะเกินไปให้ดูเข้าที่เข้าทาง เพียงหลังจากนั้นไม่นานพวกเราก็เริ่มพากันมายังงานวัด หนูตะเภาเองก็ดูจะเป็นเพื่อนกับอาร์มานด์ไปแล้วเรียบร้อย
 

            วันที่สามในงานวัด ดูไม่ต่างไปจากวาเลนไทน์เท่าไหร่นัก คนมากมายล้วนจูงมือมากันเป็นคู่ และคงเป็นเพราะดอกไม้ไฟที่จะจุดในวันสุดท้าย คนเลยยิ่งหนาตากว่าวันอื่น ตอนเดินเลยยิ่งต้องตั้งสติ มองคนในกลุ่มเพื่อไม่ให้คลาดกัน ในส่วนของร้านแรกๆ ที่เราต่างลงความเห็นว่าจะไปก่อน คงหนีไม่พ้นร้านประเภทอาหาร เพราะหนูตะเภาช่วยวิ่งโร่เลือกร้านให้ แบบที่พวกเราไม่ต้องเสียเวลายืนคิด และโอโคโนมิยากิก็กลายเป็นตัวเลือกนั้น
 

           …แม้ฉันจะชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่อาหารญี่ปุ่นนี่ ฉันเคยกินแบบแทบจะนับครั้งได้เลย ฉันสั่งโอโคโนมิยากิไส้ปลาหมึกมาทาน ของน้องธรเป็นจานเล็ก และอีกจานใหญ่สำหรับคุณเกล อย่างน้อยขอฉันเลี้ยงอาหารทานอร่อยสักวันเถอะ
 

            เทอรี่เลี้ยงโอโคโนมิยากิให้หนูตะเภา มันดูดีใจ กระดิกหางรัวไม่หยุดหย่อน ตะกายโต๊ะ แลบลิ้นแผลบๆ รอเทอรี่พัดโอโคโนมิยากิให้หายร้อนจนโดนคุณเกลเอ็ด(?)เข้าให้ เลยทำหน้าหงอย ลงไปนั่งสงบรอแทน แต่พอได้กินเท่านั้นแหล่ะ จานใหญ่ๆก็เกลี้ยงเกลาราวกับโดนไต้ฝุ่นพัด ขนาดคราบซอสยังแทบไม่เหลือ นอกจากนี้เทอรี่ยังทำทำกระเป๋าเป๋ กับกระเป๋าแขวนคอให้หนูตะเภาใช้ด้วย มันดูตื่นเต้น ดีใจกับของใช้ชิ้นใหม่ รีบเอาไปใช้งานทันทีอย่างไม่รอช้า 
 

            “อ๊ะ… คุณเกลปากเลอะค่ะ” ฉันรีบก้มหน้าลงไปควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าใบเล็ก แล้วนำมาเช็ดให้คนตรงหน้า เขา ผงะไปเล็กน้อย ดูตกใจหน่อยๆ แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจท่าทางเขาเท่าไหร่นัก รีบเช็ดทันทีก่อนที่มันจะเลอะไปยิ่งกว่านี้
 

            “เหมือนหนูตะเภาจริงๆด้วยละ” พึมพำออกมาเบาๆ พลางยิ้มให้แล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าลงกระเป๋า หันมาอีกด้านก็เห็นน้องชายปากเลอะอีกคน เลยพับๆผ้าเช็ดหน้า แล้วเช็ดมุมปากให้น้องชายด้วย รายนี้จะออกแนวอยู่นิ่งๆให้ฉันเช็ดได้แต่โดยดี

  


            เป้าหมายต่อไป ถัดจากร้านโอโคโนมิยากิ คงไม่พ้นร้านขนมของเอเซนซึ่งมาเปิดในงานกับเค้าเหมือนกัน เธอออกมาต้อนรับ และจัดขนมอร่อยๆให้อย่างดี แต่ก่อนหน้านั้นเธอดูท่าทางแปลกใจหน่อยๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันแฮะ?
 

            หลักจากนั้น พวกเราก็พากันไปร้านขนมสนุกของเจคกันต่อ เทอรี่ดูสนุกสนานกับการเลือกขนมชิ้นโน้นชิ้นนี้ พอลองมองสีหน้าลูกค้าคนอื่น ก็ทำให้ได้เห็นสีหน้าหลายๆแบบ ตั้งแต่หลั่นล้าแบบเทอรี่ ไปจนถึงคนที่ดูท่าทางผะอืดผะอมก็มี… แต่ยังไงก็ตาม ร้านขนมสนุกก็ยังคงเนืองแน่นไปด้วยลูกค้ามาหน้าหลายตา ไม่ผิดไปจากวันแรก …ฉันไม่ได้เหมา หรือซื้อกลับมาแบบเทอรี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่อนข้างอิ่มกับร้านก่อนหน้านี้แล้ว แถมยังห่อขนมจากร้านเอเซนกลับมาด้วยบางส่วน ถ้าเอาขนมเจคกลับไปอีก เกรงว่าอาจจะทานไม่หมด ยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้แล้วเสียมันขึ้นมาละแย่เลย
 

            ระหว่างทาง เทอรี่เลือกที่จะหยุดแวะหน้าร้านเกมปากระป๋อง ในขณะที่ฉันเผลอเดินเลยไปยังร้านยิงปืนทีอยู่ไม่ไกล …ตุ๊กตากระต่ายตัวโตสีครีมอ่อน ขนปุกปุย ถูกตั้งอยู่บนแท่นรางวัลใหญ่ เรียกให้ฉันหยุดค้างอยู่กับที่ไม่เดินไปไหน เจ้าของร้านแกบอกว่า ถ้ายิงโดนตรงกลางเป้าสามนัด ก็เอาเจ้ากระต่ายนี่ไปได้เลย เพราะเป็นงานวันสุดท้ายแล้ว จึงลดหย่อนให้เป็นพิเศษ ถ้าเป็นปกติ ต้องยิงโดนถึงสี่นัดเลยด้วยซ้ำ หันซ้ายหันขวาก็เห็นหนุ่มสาวหลายคู่ที่ดูจะตั้งใจยิงกันเต็มที่ บางคนอาจจะหมายตาชุดเครื่องสำอางมียี่ห้อ ที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงได้ถูกยกมาเป็นรางวัล …หรือแม้แต่บัตรคอนเสิร์ตที่นั่งพิเศษของนักร้องชื่อดัง ที่จะถูกจัดขึ้นในเมืองข้างๆเร็วๆนี้ ก็ยังมี… มิน่าละ ราคาถึงได้สูงอยู่ เพราะถ้าไม่โดนก็เท่ากับไม่ได้อะไรเลย
 

            “คุณ..อยากได้?” เสียงจากคนที่เดินตามมา เอ่ยถามขึ้นพร้อมทั้งชี้นิ้วไปยังเป้าหมายที่ฉันเล้งไว้อยู่
 

            ฉันพยักหน้ารับหงึกหงัก “อื้อ แต่อาร์มก็ไม่ได้ยิงปืนมานานแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังไหวอยู่รึเปล่าน่ะค่ะ”
 

            “…ผมช่วยไหม?” เขาครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะตอบออกมา แต่ฉันรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
 

            “ไม่เป็นไรค่ะ!! อาร์มถือคติว่า ถ้าอยากได้อะไร ต้องเอามาให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะอย่างนั้นอาร์มขอเล่นเองนะคะ”
 

            เขาพยักหน้ารับนิ่งๆ ฉันจึงเอ่ยขอบคุณที่เขายอมเข้าใจ ฉันวางเงินไว้บนแผงกั้นด้านหน้า หลังจากเดินเลือกปืนที่พอดีมืออยู่พักหนึ่ง คุณพ่อเคยสอนฉันมาบ้างนิดหน่อย พอให้เล็งโดนเป้าได้แม่นๆ กับวิธีเลือกปืน กะน้ำหนักให้พอดีกับมือเรา แต่มันก็นานมากแล้วละ เลยไม่รู้ว่าจะยังกะได้แม่นยำเหมือนเดิมรึเปล่า
 

            ระยะห่างจากเป้าถึงแผงกั้น น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 เมตรกว่า เกือบๆ 4 เมตร ฉันเดินก้าวถอยหลังออกมานิดหน่อย สองมือยกปืนขึ้น ลองกะระยะให้พอดี แล้วตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับเป้าที่ถูกตีเส้นซ้อนๆกันเป็นวง โอกาสมีห้าครั้ง… เอาล่ะ
 

            ปัง!!
 

            นัดแรก… เข้าเป้า แต่ไม่ตรงกลาง ห่างมาเยอะอยู่… 
            เลื่อนองศาปืนเล็กน้อย รับรู้แรงลมที่ค่อยๆพัดต้องบริเวณใบหน้า 
  

            ปัง!!
 

            นัดที่สอง… ยังเข้าเป้า… แต่เลื่อนเข้ามาเกือบถึงตรงกลาง ห่างเพียงเซนฯ-สองเซนฯ
            เหลืออีกสามนัด ไม่โดนก็อด ไม่งั้นก็เล่นใหม่… อืม… ถ้าอย่างนั้น…
 

            ฉันรวบรวมสมาธิ เพ่งสายตาไปสู่จุด จุดเดียว แล้วสามนัดซ้อน ถูกส่งออกมาในระยะเวลาที่ไม่ห่างกัน
 

            …และลอยเข้าตรงกลางเป้าอย่างพอดิบพอดี
          
 
 

            ตุ๊กตาบนแท่นเมื่อครู่ ตอนนี้ถูกย้ายมาอยู่ในอ้อมกอดฉันเรียบร้อย …หลายคนอาจจะคิดกว่า การที่เราได้อะไรสักอย่างมาง่ายๆ มันจะทำให้เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น แต่สำหรับฉันแล้ว… มันไม่ใช่ ไม่ว่าจะได้มายากเย็นหรือแสนง่าย ถ้ามันได้มาเพราะความสามารถของเรา(หรือมีใครหยิบยื่นมาให้ด้วยความรู้สึกดีๆ) ยังไงมันก็น่าดีใจ และอยากเก็บรักษาไว้อยู่ดี
 

            “คุณกระต่ายน่ารักจังเลยอาร์ม” เทอรี่ยิ้มให้ ในมือเธอถือตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวใหญ่ที่ขนาดไม่ห่างกันนักอยู่เช่นกัน
 

            “ของเทอรี่ก็น่ารักออก! เอามาจากไหนเนี่ย”
 

            “ร้านปากระป๋องน่ะ” ว่าพลางชี้ไปยังที่มาของเจ้าตัวนี้ ฉันขอเทอรี่อุ้มคุณแพนด้าบ้าง เธอก็เอามาให้ฉันแต่โดยดี… แต่พอฉันอุ้มตุ๊กตาใหญ่ๆสองตัวพร้อมกันแล้ว รู้สึกตัวเองดูตัวเล็กลงไปถนัดตา อารมณ์ว่าตุ๊กตาแทบจะกินหัวได้เลยทีเดียว ฉันยกแพนด้าคืนให้เทอรี่ ในขณะที่เธอก็ถามฉันกลับเรื่องที่มาของคุณกระต่าย แล้วจากนั้นพวกเราจึงมุ่งหน้าไปยังร้านอื่นกันต่อ 
           
 
  

            เจ้าปลาทองตัวจ้อย หลากสีสัน ว่ายไปมาในอ่างพลาสติกใหญ่ ลูกค้าหลายคนตั้งอกตั้งใจช้อนอย่างไม่ลดละ แม้ว่าบางที อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม น้องธรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แรกๆอาจจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่พอช้อนไปไม่นานก็เริ่มจับเคล็ดได้ เขาบอกว่า สมัยอยู่ไทยก็เคยไปงานวัด และได้ช้อนปลาทองแบบนี้มาบ้าง เลยพอรู้วิธี แต่เพราะไม่ได้เล่นแบบนี้นานมาแล้ว เลยต้องรื้อฟื้นวิชากันสักหน่อย ต่างจากฉัน ที่อย่าว่าแต่จะช้อนได้เลย แค่เคยเล่นนี่ยังเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ
 

            ตุ๊กตาตัวใหญ่ ถูกวางตั้งไว้ข้างกายเพื่อให้สะดวกในการช้อนปลา ส่วนตัวเองก็นั่งเพ่งสมาธิ จดจ่ออยู่กับปลาตัวอ้วน สีส้มขาว ไล่อาวุธคู่ใจไปตามน้ำ อย่างใจเย็น…
 

           "……" …ขาด………อืม… ก็ครั้งแรกนี่ เรื่องปกติ ไม่เป็นไร อาวุธยังมีอีก! เปลี่ยนที่ช้อนอันใหม่ เตรียมไล่เจ้าปลาตัวเดิมที่ว่ายน้ำต่อไปอย่างสบายอารมณ์ เห็นคนอื่นช้อน ดูไม่ยากเท่าไหร่ …แต่ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น…… ทำไมฉันถึงช้อนได้ไม่ได้เลยล่ะ!! ที่ช้อนก็กระดาษเหมือนกัน แต่ทำไมของฉันมันถึงได้ขาดเอา ขาดเอาแบบนี้เนี่ย
 

            ไม่เป็นไรน่า… มือใหม่นี่นา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะช้อนไม่ได้ ลองตั้งสมาธิอีกครั้ง พยายามจับจังหวะให้ตัวเอง แล้วค่อยๆไล่ปลาตัวเดิมต่อไปอย่างไม่ลดละ… ยังไงมันก็ต้องช้อนได้บ้างแหล่ะน่า…
  

            …
 

            ……
            
 
            …ขาด อีก แล้ว… ช้อนไปช้อนมา จนที่ช้อนเหลือสองอันสุดท้าย ฉันหันไปมองรอบข้างเพื่อหากำลังใจ มองไปทางน้องธร… อืม อย่ามองดีกว่า หันไปมองอีกด้าน… เห็นคุณแคลร์ที่เพิ่งมาไม่นานกำลังนั่งเบ่งพลังลมปราณ ช้อนปลาทองในอ่างด้วยความรวดเร็วจนแทบไม่เห็นมือ… เหล่าปลาทองดูจะว่ายหนีแบบไม่คิดชีวิต จากขันน้ำเล็กๆไว้ใส่ปลา ถูกเปลี่ยนเป็นถังใหญ่เพื่อให้ใส่ปลาได้โดยไม่เบียดกันตายไปเสียก่อน อา… ทำไมคุณแคลร์เก่งจัง
 

            หันมานั่งถลกแขนเสื้อ พยายามเอาจริง(?)ให้มากกว่าเดิม เขาทำได้เราก็ต้องทำได้สิ!
 

            “อา…” อะไรกัน… ปลาทองมันวิวัฒนาการด้วย… ปกติฉันจะเป็นคนทำขาด แต่นี่ มันพุ่งเข้ามาชนจนกระดาษทะลุ ฉันตาฝาดไปรึเปล่าน่ะ ที่เห็นมันมองมาทางฉัน แล้วส่ายหางไหวๆ ว่ายวนไปมาอยู่ที่เดิม…เอ่อ ฉันโดนปลาดูถูกรึเปล่าเนี่ย?
 

            หยิบที่ช้อนอันสุดท้ายขึ้นมา ตั้งใจแน่วแน่ว่า รอบนี้ยังไงก็ต้องช้อนให้ได้!! แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือจ้วง ทั้งที่ช้อน ทั้งขันน้ำก็ถูกดึงไปโดยฝีมือใครบางคนที่มานั่งอยู่ข้างๆ คุณเกลนั่งมองปลาทองตัวที่ฉันพยายามช้อนเมื่อครู่เพียงแวบเดียวก็ลงมือช้อน… ดูนิ่งๆ แต่รวดเร็ว แล้วปลาทองตัวน้อยก็ถูกช้อนมาลงขัน…… ท…ทำได้ยังไงน่ะ
 

            “…ของคุณ” เขาส่งขันใส่ปลามาให้ฉัน …เอ๊ะ…หา?? ของฉัน?? เผลอรับมางงๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจในเหตุการณ์
 

            “อา……ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดออกมาเบลอๆ ทั้งตกใจ และประหลาดใจ ในเวลาเดียวกัน ได้ขันมาก็ก้มหน้าก้มตานั่งมองปลาทองลูกเดียว ทำอะไรต่อไปไม่ถูก จนได้ยินเสียงชมน้องธรจากเทอรี่ จึงได้เงยหน้าขึ้นมาดูผลงานในมือผู้เป็นน้องแทน
 

            เก่งจัง… ฉันมองถุงปลาทองในมือคนตัวเล็กกว่า รู้สึกปลื้มใจที่มีน้องเก่งๆแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่พอหันมาดูของตัวเองนี่สิ… นอกจะช้อนเองไม่ได้แล้ว ยังต้องให้คุณเกลเขามาช่วยอีกแน่ะ เฮ้อ…
 

            ไม่เป็นไรเนาะ อย่างน้อยอาร์มก็ลองพยายามแล้ว วันหลังมีโอกาสค่อยพยายามใหม่ก็ได้ใช่ไหมคะ?
 

            ฉันไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่หยิบตุ๊กตาตัวยักษ์มาไว้ในอ้อมแขน แล้วกอดแน่นๆทีหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน พอดีกับที่เสียงประกาศเตือนมาว่า อีกสี่สิบนาทีจะเริ่มการจุดพลุและดอกไม้ไฟที่บริเวณชายหาด เทอรี่ชวนน้องธรเอาของไปเก็บที่บ้าน พร้อมทั้งอาสาจะช่วยขนคุณกระต่ายของฉันไปเก็บให้ ในขณะที่น้องธรเองก็อาสาจะช่วยเอาปลาทองตัวน้อยไปใส่น้ำให้ด้ว
 

            "เจอกันตอนหลังพลุนะ" เทอรี่ยิ้มทิ้งท้าย พลางเรียกหนูตะเภาให้เดินตามกลับไปด้วย
 

            "จ้ะ..." ฉันตอบรับ มองตามสองคนนั้นเรื่อยๆจนทั้งคู่เดินลับหายไปกับฝูงชน
 

            เอาล่ะ ระหว่างนี้จะไปเดินไหนต่อดีนะ ถ้าไปจองที่ดูดอกไม้ไฟตอนนี้ น่าจะยังทันอยู่
 

            เอ๊ะ.. เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี๊ที่เดินไปมีเทอรี่หนึ่ง น้องธรหนึ่ง แล้วก็หนูตะเภาอีกหนึ่ง … ห้าลบสามก็เหลือสอง หนึ่งในนั้นก็คือฉัน… ส่วนอีกหนึ่ง……… หันไปด้านข้าง ก็พบเขายืนอยู่ข้างกัน เท่ากับว่า ที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงฉัน… กับเขา
 

            แล้วที่เทอรี่พูดว่า ‘เจอกันตอนหลังพลุ’ … แบบนี้ก็หมายความว่า……
 

            เหลียวซ้าย แลขวา ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าเหลืออยู่แค่สองคน นี่เขาจะรู้สึกไม่ดีรึเปล่านะ? มันดูแปลกๆไหมที่เหลือกันอยู่แค่พวกเรา ก่อนหน้านี้ฉันนึกว่าจะได้ดูดอกไม้ไฟพร้อมกันหมดซะอีก ล…แล้วแบบนี้จะให้ฉันทำอะไรต่อไปล่ะ ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ด้วย อ่า…ใจเย็นไว้อาร์ม อย่าพึ่งตื่นเต้นนะ สูดหายใจเข้าลึกๆ…แล้วหายใจออก…… เทอรี่อุตส่าห์เปิดทางช่วยให้ทั้งที(แม้จะไม่มีการบอกอะไรล่วงหน้า) ถ้าฉันยังมัวแต่เก้ๆกังๆแบบนี้ มันก็ไปไม่ถึงไหนสักทีน่ะสิ
 

            แต่…ทั้งๆที่คิดแบบนั้น ทั้งๆที่พยายามทำใจให้สงบที่สุด แต่ทำไมใจมันถึงได้เต้นตูมตามยิ่งกว่าปกติอีกล่ะ… มือไม้เริ่มสั่นหน่อยๆ เริ่มทำอะไรไม่ถูก …อะไรกัน เขาไม่ได้ทำอะไรให้สักหน่อย ทำไมถึงต้องสั่นด้วยเล่า!! แล้ว…แล้ว……บรรยากาศมันชักจะอึมครึมอีก…อ… เอายังไงดีนะ
 

            "อ..เอ่อ……คุณเกลคะ...." ฉันเอ่ยออกมาเบาๆ หันไปมองปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย เขาไม่มีท่าทีอะไรที่แปลกไป ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เห็นแล้วค่อยหายใจหายคอสะดวกหน่อย อย่างน้อยเขาก็คงไม่ได้รู้สึกไม่ดีหรอก.. มั้งนะ?
 

            เฮ้อ… ยิ่งนานวัน ยิ่งไม่เข้าใจระบบความคิดกับร่างกายตัวเองมากขึ้นทุกที …แย่จัง
 

            “…ถ้าไปที่หาดตอนนี้คงยังมีที่…” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาเงียบๆ “คุณจะไป…กับผมไหม?”
 

            อ่า…ข…เขาถามฉันใช่ไหม? แถวนี้ก็ไม่มีคนรู้จักที่ไหน 
 
            …รู้แต่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะวายเลย
 
           ความรู้สึกแปลกๆอัดแน่นเต็มไปหมด หน้าร้อนผ่าวยิ่งกว่าที่เคย 

 

            ฉันพยักหน้ารับ เอ่ยออกมาเบาๆแล้วยิ้มอย่างดีใจ…

 

            “..ค่ะ..”


            .
  

            .
           
 
            ระหว่างทางเดินไปยังชายหาด ผู้คนมากมายแออัดแทบจะเต็มพื้นที่ กว่าจะเดินฝ่าเข้ามาได้ก็ลำบากน่าดู ยิ่งคนไซส์แบบฉันยิ่งลำบากในการหาทางออก รู้สึกอากาศไม่ค่อยถ่ายเทเอาเสียเลย จะมองทางข้างหน้าที ก็ต้องเขย่งที ไม่เช่นนั้นอาจจะคลาดกับเป้าหมายได้โดยไม่ทันรู้ตัว คงเป็นเพราะการประกาศเมื่อครู่ เลยทำให้คนจำนวนมากต่างตกลงใจที่จะไปชายหาดกัน
 

            ตอนแรกระยะห่างระหว่างฉันกับคุณเกลยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใกล้กัน แต่พอเดินไปสักพักระยะห่างนั้นกลับยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อฉันเงยหน้ามองอีกครั้ง เขาก็หายไปจากระยะสายตาแล้ว… ล…แล้วเขาหายไปไหน……
 

            เริ่มมองซ้ายมองขวา ยังหาคนรู้จักไม่ได้สักคน …หรือเพราะฉันไม่เห็นเองนะ
 

            “อ๊ะ!!” อยู่ๆก็มีมือหนึ่งมาคว้ามือฉันเอาไว้ แล้วพาดึงออกไปจากกลุ่มคน มือนั้นดึงไม่แรงมาก แต่ก็มีน้ำหนักพอให้ฉันสามารถเดินตามออกมาได้ง่ายขึ้น แม้จะเห็นเจ้าของมือไม่ชัดเพราะมองจากด้านหลัง แต่ฉันรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร ก็เขาดูโดดเด่นท่ามกลางคนมากมายเลยนี่นา และมือใหญ่ที่จับอยู่นี้ ก็อบอุ่นยิ่งกว่าที่คิด …อบอุ่นจนนึกอยากจับต่อไปนานๆเลย
 

            ค่อยๆเดินตามออกมา แทรกผ่านกลุ่มคนที่ยิ่งเดินผ่าน ก็ยิ่งจางลงไปเรื่อยๆ จนพอมีพื้นที่ให้ได้เดินกันดีๆ ฉันจึงได้เห็นแผ่นหลังของคนตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น …แต่… ทำไมกันนะ?  ฉันอาจจะแค่รู้สึกไปเองคนเดียว
 

            ว่าแผ่นหลังของเขาที่เคยดูกว้าง …บัดนี้มันกลับห่อเล็กลงจนน่าแปลกใจ…
 

            ผ่านไปไม่นาน มือเขาคลายลงไป ราวกับตั้งใจจะปล่อยออก แต่ฉันกลับจับมือเขาไว้เสียแน่น ไม่ยอมปล่อยแทน เขาหันหน้ามามอง ท่าทางดูตกใจกับปฏิกิริยาของฉันอยู่หน่อยๆ ฉันจึงเอ่ยชี้แจงแถลงข้อสงสัยให้ทันที
 

            “เดี๋ยวหลงค่ะ!”  
 

            “แต่…”
 

            “ตรงนี้คนเริ่มน้อยลงก็จริง แต่พอถึงชายหาด คนจะเยอะมากเลยนะคะ!”
 

            เลิศ……ทั้งอ้างทั้งแถไปได้เรื่อยเนาะเรา …เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าออกมาเงียบๆ แล้วหันหลังเดินหน้าต่อ นอกจากที่ฉันได้รับความอบอุ่นจากมือของเขาแล้ว คราวนี้ฉันอยากลองเป็นฝ่ายส่งความอบอุ่นให้ดูบ้าง แต่เขาจะได้รับรึเปล่า ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ 


            เขาเดินไป… ฉันมองตามไป… รู้ตัวอีกที ก็เผลออมยิ้มให้กับคนตรงหน้าไปซะแล้วล่ะ…

  
            .
           
  
            .


            .


            … พื้นที่ที่เคยว่าง บัดนี้กลับถูกจับจองจนเต็มอย่างที่ฉันคาดการณ์ไว้ในคราวแรก ส่วนใหญ่เห็นจะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งนั้นเลยด้วย ฉันเห็นคุณเกลมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพาเดินไปยังตำแหน่งหนึ่งที่คนไม่เยอะมาก แต่ก็สามารถมองวิวบนฟากฟ้าได้ค่อนข้างชัดเลย …คนตัวสูงๆนี่ดีจังเลยแฮะ ได้มองอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็นได้ชัด ฉันเองก็อยากสูงนะ ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ฉันก็สูงทั้งคู่ ไม่เข้าใจเลยทำไมฉันถึงไม่ได้กรรมพันธุ์นี้มาบ้างละ!
 

            อา… ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นปล่อยไปก่อน ตอนนี้มีอีกเรื่องที่ฉันสงสัยขึ้นมามากกว่า ระหว่างทางที่เดินมาทางนี้ ไม่รู้ทำไมใครหลายๆคนถึงรีบขยับถอยห่างให้เขา ถ้าขยับแค่นิดเดียวก็ไม่น่าแปลกใจหรอก แต่เหมือนโดนรังสีบางอย่างเข้า คนอื่นเลยดูไม่กล้าเข้าใกล้เขา แถมรีบเบี่ยงตัวออกเสียมากกว่า… ทำไมละ?
 

            ยืนอยู่เพียงไม่นานพลุชุดแรกก็ถูกจุดพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน สีแดงเส้นเล็กๆแตกกระจายเป็นสีทองสว่าง พร่างพรายทั่วพื้นที่ เพราะผืนฟ้าที่ดำสนิท ไร้เมฆหมอก มีเพียงดวงดาวที่พร่างพราวแสง พลุจึงยิ่งดูสว่างไสว โดดเด่น …แสงจากพลุสีฟ้า สีม่วงรวมทั้งสีอื่นๆอีกหลากสีที่พุ่งตามขึ้นมา ก็ล้วนต่างพากันช่วยแต่งแต้มพื้นที่บนผืนฟ้ากว้าง ราวกับกำลังร่วมแรงร่วมใจกันเริงระบำประชันโฉมอวดสายตาแก่ผู้ชมในบริเวณโดยรอบ เรียกเสียงเฮมากมายจากแทบทุกสารทิศ
 

            เวลาผ่านไปนานจนกระทั่งพลุชุดใหญ่หยุดลง ฉันเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบที่เริ่มก่อตัวขึ้น ก่อนที่พลุชุดสุดท้ายจะพุ่งตามมาในอีกไม่ถึงนาทีข้างหน้า
 

             “พลุสวยจังเลยนะคะ”
 

             “อืม…” 


             “คุณเกลคะ” 


            “…?”


            “…ทำไมคุณถึงชอบทำตัวเหมือนไม่อยากให้คนอื่นเข้าใกล้ตลอดเลยล่ะคะ?”


             อา… รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยพูดประโยคคล้ายๆแบบนี้มาก่อน…


            “……ผมไม่รู้”


             คำพูดของเขา แทบจะถูกกลืนหายไปเมื่อพลุชุดสุดท้ายถูกจุด เป็นแสงสีขาวที่พุ่งขึ้นสูงยิ่งกว่าแสงสีใดๆ แล้วแสงนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นเส้นเล็กๆมากมายระยิบระยับคล้ายกลีบดอกไม้ ส่วนตรงกลางของพลุเป็นสีฟ้าคล้ายเกสร เป็นพลุปิดงานที่สวยงามยิ่งกว่าพลุลูกไหนๆ เป็นพลุที่ถูกสรรค์สร้างมาให้คล้ายกับดอกเชอริล ที่แบ่งบานอยู่แทบจะทุกพื้นที่ในเมือง 
 

            “แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น อาร์มกลับไม่รู้สึกแบบนั้นนะคะ” ฉันหันมายิ้มให้เขาเมื่อแสงสุดท้ายจางลงไป 
  

             “…แล้วรู้สึกแบบไหน?”


             “อืม…รู้สึกว่าอยู่ข้างๆคุณแล้วเหมือนจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นละมั้งคะ?” 


             “ทำไม…?”


             “อาร์มก็ไม่รู้ค่ะ รู้แต่ว่าอยู่ข้างๆคุณแล้ว มันทำให้อาร์มยิ้มได้…ก็เท่านั้นเอง”


             “ขอบคุณ…” 


             อยู่ๆฝ่ายตรงข้ามก็เงียบไป หันไปมองเห็นเขาหน้าแดงหน่อยๆ… เขาเป็นอะไรรึเปล่านะ?


            “ขอโทษนะคะ” พูดจบฉันก็เอื้อมมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นไปแตะหน้าผากเขา “ตัวคุณดูร้อนๆ เป็นไข้รึเปล่าคะ?” 


             “อย่าแตะ” เขาหันหน้าหนี แล้วขยับถอยห่างออกไป หน้าดูแดงขึ้นไปอีก “มัน.. ไม่ดี”

 

            ฉันไม่ฟังที่เขาพูด ขยับเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น… 

             คราวนี้ไม่ใช่แค่แตะหน้าผาก แต่ฉันยกสองมือขึ้นจับแก้มเขาแล้วโน้มตัวเขาลงมา เพื่อให้ฟังฉันพูดตรงๆด้วย  


            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ฉันยิ้ม “นี่ไงจับแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเลย …จะดีหรือไม่ดีอาร์มไม่ถือหรอกค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพร่างกายของคุณนะคะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นบอกมาได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก” 


             เขาชะงักไป ก่อนใบหน้าที่เจือจางไปด้วยสีแดงอ่อนๆจะยิ้มออกมา… เป็นยิ้มเล็กๆ ที่ดูอบอุ่น 
  

             สงสัยว่าความร้อนมันจะถ่ายทอดถึงกันได้ผ่านการสัมผัส… เพราะอยู่ก็เกิดความรู้สึกร้อนๆขึ้นมาบนใบหน้าของตนเอง ฉันปล่อยมือจากหน้าเขา พลางขยับตัวกลับมายังที่เดิม ความมั่นใจเมื่อครู่หดหายกระจัดกระจายไปทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น
 

            ก็…ก็… ฉันแทบไม่เคยเห็นเขายิ้มเลยนี่นา………
 
 

            “ไปเถอะ” เสียงอีกฝ่ายดังขึ้นมา เมื่อเห็นผู้คนรอบๆเริ่มทยอยกันกลับ เขายื่นมือมาตรงด้านหน้าฉัน “จะได้ไม่หลง”


            ฉันมองมือนั้นนิ่งๆ สลับกับมองไปยังเจ้าของมือ ความรู้สึกตื่นเต้นปนดีใจไหลท่วมท้นเข้ามาภายในร่างกายเต็มไปหมด ก่อนจะวางมือของตัวเองลงบนมือของเขา แล้วยิ้มออกมาอย่างยินดี


            “ค่ะ”


            .


            .

           
            .


            จบมั้ง?


            /โยนให้พี่อีฟ …ฮิ

 

----------------------------------------------------------------------  

  

ขอบคุณแขกรับเชิญ


หนูตะเภา

อาร์มานด์

เทอรี่(เอสเธอร์)

น้องธร

และ

.

.

คุณเกล 

 

/ตัวโตๆหน่อยนึงอย่างเป็นเกียรติ เดี๋ยวจะน้อยหน้าหนูตะเภาบลอกพี่แป๋ม(?)

(ขอบคุณพี่อีฟที่ส่งเกลมาให้อาร์มได้เจอนะคะ : - ) ฮิ...)

.

.

.

  

ขอบคุณผู้ถูกพาดพิง


สกาย

คาร์ล

ลีออน

คุณทัตสึมิ

เอเซน

เจค

และ 

คุณแคลร์(หญิง)
 

.
 

.
 

ขอบคุณสุดพิเศษ
 

พี่อีฟที่มาช่วยเร่ง ช่วยเช็คที่ผิดค่ะ /กอดแน่น

พี่แป๋มที่ช่วยตาม ช่วยดู ให้โครงเรื่อง ฯลฯ อีกหลายอย่าง /กอดนัวเนีย

ทุกคำพูดที่บอกว่า รออยู่ อยากอ่าน เมื่อไหร่จะเสร็จจากทุกคน /อึก
ไม่มีคำพูดเหล่านี้ มันคงจะเสร็จยากขึ้น /โดนพี่อีฟเสย

ขอบคุณที่แต่งทัน เพราะกลัวพี่อีฟจะยกเกลให้ไต /ฮึก (สาเหตุใหญ่สินะ orz)

  

จิปาถะ นิดๆหน่อยๆ


ลายชุดของเกล ประมาณนี้มั้ง? ลายนะ ไม่นับสี 

ชุดอาร์มวันที่สาม ก็ ราวๆ นี้แหล่ะ แต่โอบิคนละสี 

และ หัวจะเป็นแบบนี้

งาดว้าดด

 (มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งในฟิคน่ะล่ะ XD)


            
ปล. เป็นตอนที่แต่งแล้วเขินสุดใจ…… ฮึ้ยยย

ปล2. ขออภัยสำหรับความล่าช้านะคะ ; w ;

ปล3. ตรงไหนหลุด ตรงไหนผิดอย่างไร แจ้งโลดค่ะ...

  

.

 


 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

XDDDDDDD เกลรอดจากทัตแล้วว ฮาาาาาา

/me โดนเฟรดวิ่งมาต่อย

คู่นี้น่ารัก ชอบคู่นี้จังเลยยยย เอร๊ยยยยย
หนูตะเภาาา เอร๊ยย~~ /me กอดๆ

อามิน่า สู้้ตายน่อ!!!!
ปกป้องเกล จากเงื้อมมือคนที่คุณก็รู้ว่าใครไว้ให้ได้!!!!
/me โดนต่อยอีกรอบ

#1 By Nye on 2009-09-06 21:59

ในที่สุดก็ได้อ่าน ยอดไปเลย...อย่างนี้ขู่อีกเยอะๆ ดีกว่า 55555555555+
ไม่ใช่ละ...

ขอบคุณที่แต่งถึงเกลค่ะ อารมณ์น่ารักมากเลย แล้วก็รีเสิร์ชดีนะ ชาวเมืองทีมีบทในเรื่องนี่ไม่หลุดเลย(ในสายตาอีฟอะน้า~) แต่งแบบใส่ใจมากๆ เลยค่ะ (ฮ่าๆ สำหรับส่วนของเกล มีประโยคนึงที่อีฟว่า "โคตรเกล" เลยค่ะ ฮ่าๆๆๆ ชอบมาก)

อาร์มน่ารักมากเลย เห็นขี้อายๆ เวลาอยู่กับเกล แต่ก็ดูมุ่งมั่นเอาจริง(?!) ฮ่าๆ อ่านแล้วระทึกๆ แบบ ~ว้ายๆ~ แบบนี้ล่ะ cry เกลโชคดีมากเลยนะที่มีสาวนิสัยดีอย่างอาร์มมาสนใจเนี่ย (อีฟก็โชคดีด้วย ฮิ *กอดซินๆ* ขอบคุณมาก อีฟดีใจ ขอบคุณที่รักเกลค่ะ)

อีฟชอบช่วงท้ายนะ surprised smile
อยากจะพิมพ์ความรู้สึกยาวๆ แต่comment ละเอียดๆ ไม่ถูก

ชอบเอนทรี่นี้นะคะ ฮิฮิ

+ ขอบคุณสำหรับชื่อ "เกล" ตัวใหญ่ๆ ค่่ะ ฮ่าๆ

#2 By อีฟ on 2009-09-06 22:18

กร๊าซซซซซ อย่าว่าแต่อาร์มใจเต้นเลย คนอ่านยังใจเต้นไปสิบตลบ ตอนเกลหันมานี่ ตึกตัก >///<
เปิดหน้าด้วย!

อา อา คู่นี้น่ารักจริงๆเลย สหายนี่น่ารักไม่หยอกนะเนี่ย
อ่านแล้วใจเต้นจริงจัง อบอุ่นหัวใจแฮะ /พูดเองแล้วอายปากเอง เขิลลล

อาๆๆ ตอนที่อาร์มพูดว่ามีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆเกล นั่นมันสารภาพรักนี่นาอาร์ม! แต่เกลก็ซื่อแฮะ cry

ตอนหลังๆ พออ่านจบรู้สึกว่า อื้มมม ท่าทางจะอีกไม่นานสินะอามีน่า open-mounthed smile

#3 By Aiden on 2009-09-06 22:28

อาร์มน่ารักอะ น่ารักกกก cry

ว่าแต่ ทำไมอ่านตอนแรกๆ แล้วรู้สึกว่าอาร์มรุ่นเีดียวกับสกายอย่างไรชอบกล orz

ในที่สุดเกลก็ได้เด่นกว่าหนูตะเภาแล้วสินะ (อย่างน้อยชื่อก็ตัวใหญ่กว่าละ)

รออ่านของพี่อีฟต่อนะคะ cry

#4 By Cyanic on 2009-09-06 22:28

อามิน่าน่ารักมากเลยยยยยยย (กอดรัด)



แอร๊ยยยยยยยยยย ฉันอยากมีคู่!!!!

(เสียงจากเทอรี่ และแม่ของมัน)


ใครก็ได้ส่งเพศชาย ที่เป็นชายมารักฉันที (เสียงโหยหวน)

#5 By Esther on 2009-09-06 23:47

โถ รอดจากทัตกลายๆ แล้วนะเนี่ย

อา๋ร์ม อบอุ่น สว่างไสว แล้วก็สาวน้อยตรงข้ามกับทัตเลย
นี่มันน่ารักมากๆ
โถ เกลอดหม่นหมองก่ะทัตเลยน่อ แบบนี้น่าจะรู้สึกดีขึ้นอยู่หนอย

ชอบที่จับมือตอนจบสรุปได้ดีนะ แบบนี้โอเคเลย ฮุฮิ
อยากเห็นเกลในยูกาตะของตอนนี้จัง ต้องหล่อแน่เลย เปิดผมหน้าด้วย อุอิ

อยากรู้ว่าเกลจะว่ายังไง เกลรู้อยู่แล้วนี่นาว่าอาร์มชอบ รู้ตั้งแต่วาเลนไทน์แล้วใช่ม่ะ จับมือแบบนี้ก็เหมือนตอบตกลงเลยนะ ถ้าไม่ใช่ก็อย่าให้ความหวังอามิน่า น่าเกล อืมๆ

#6 By [ S h e c k ] on 2009-09-06 23:54

ฮาเมนท์5ตรงบรรทัดสุดท้าย ท่าจะหายากนะฮะนั่น...

เมนท์ที่6หมึกอ่านแล้วก็ฮา
อา๋ร์ม อบอุ่น สว่างไสว แล้วก็สาวน้อยตรงข้ามกับทัตเลย
นี่มันน่ารักมากๆ <<< แล้วถ้าเกิดเหมือนกันขึ้นมาล่ะฮะ?..........อึก..... *ซีด

เป็็นตอนที่น่ารักอะไรขนาดนี้ คนอ่าน อ่านแล้วก็เขินไปด้วยเลย อ่านแล้วตื่นเต้นมาก จนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปเลยนะเนี่ย *เรส อิน พีซ

รู้สึกว่าอาร์มเป็นผู้หญิงที่เวลามีความรักแล้วจะน่ารักขึ้นไปอีกสักหลายๆเท่า อะไรประมาณนั้นเลยฮะ(ฮา)

#7 By 郭明 on 2009-09-07 21:36

ถ้าทุกสิ่งเป็นการให้ความหวัง หรือทำไปเพราะกลัวเขาเสียใจ
โปรดลงเงินของท่านในขัน อิฉันจะไปซื้อเครื่องยา
มาตุ๋นเกล เสียบัดเดี๋ยวนี้ !

อาร์มน่ารัก
แต่ทำไมพี่ชอบปลาทองเมพตัวนั้นล่ะ !

#8 By [BT] Shila @ Brown Sucre Bar on 2009-09-07 22:42